ประวัติความเป็นมา

          การสำรวจลำน้ำสาขาใหญ่ๆ ของแม่น้ำโขง องค์การต่างๆ ของรัฐบาลไทยและคณะกรรมการสำรวจลุ่มน้ำโขงตอนล่างขององค์การสหประชาชาติมีความเห็นตรงกันว่า การพัฒนาลุ่มน้ำโขงจะมีผลสมบูรณ์ยิ่งขึ้นจำเป็นต้องสร้างเขื่อนปิดกั้นลำน้ำพอง ซึ่งเป็นลำน้ำสาขาใหญ่ของแม่น้ำโขงเพื่อเก็บกักน้ำในฤดูฝนมิให้ไหลลงไปท่วมพื้นที่ตอนล่าง และน้ำที่เก็บไว้จะยังใช้ประโยชน์ในการผลิตกระแสไฟฟ้า การชลประทานและประโยชน์ด้านอื่นๆ ได้อีก จากรายงานของรัฐบาลญี่ปุ่นและรายงานของบริษัท ROGERS INTERNATIONAL CORPORATION (RIC) แห่งสหรัฐอเมริกา ทำการสำรวจลำน้ำพองเบื้องต้น กำหนดให้ปิดกั้นลำน้ำพองที่บริเวณเขาภูพานจดกับริมฝั่งลำน้ำพองซึ่งเรียกว่า "พองหนีบ" ห่างจากต้นลำน้ำพอง 140 กิโลเมตร เพื่อใช้ผลิตกระแสไฟฟ้า รัฐบาลไทยได้กู้เงินจากธนาคารแห่งสหพันธรัฐเยอรมันตะวันตก (KfW) สมทบกับเงินงบประมาณแผ่นดินมอบให้การพลังงานแห่งชาติและการไฟฟ้าภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างเขื่อนพองหนีบขึ้นในลำน้ำพอง เริ่มก่อสร้างเมื่อ 10 พฤษภาคม พ.ศ.2507 ต่อมาได้รับพระราชทานนามว่า “เขื่อนอุบลรัตน์” ซึ่งมีพิธีเปิดเมื่อ 14 มีนาคม พ.ศ.2509

          จากสาระสำคัญในการกู้เงินจาก KfW ระบุว่า ถ้าจะสร้างเขื่อนอุบลรัตน์เพื่อผลิตไฟฟ้าพลังน้ำแล้ว รัฐบาลไทยจะต้องสร้างโครงการชลประทานในลำน้ำพองใต้เขื่อนอุบลรัตน์ด้วย เพื่อให้เกิดประโยชน์คุ้มค่าลงทุน จากรายงานของบริษัท RIC กำหนดให้สร้างเขื่อนดินกั้นลำน้ำพอง บริเวณวังชัย ตำบลวังชัย อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น แต่รายงานของสมาคมวิศวกรที่ปรึกษาแห่งประเทศปากีสถาน (REC LIMITED) ซึ่งได้สำรวจและจัดทำขึ้นเมื่อเดือนพฤษภาคม 2507 ได้แนะนำให้สร้างเขื่อนดินปิดกั้นลำน้ำพองบริเวณหนองหวาย ตำบลน้ำพอง อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น โดยอ้างเหตุผลว่าเหมาะสมกว่าจุดเดิม สามารถส่งน้ำได้โดย GRAVITY ได้พื้นที่ประมาณ 287,500 ไร่ ดังนั้นคณะรัฐมนตรีจึงมีมติเมื่อ 22 กันยายน พ.ศ.2507 มอบหมายให้กรมชลประทานก่อสร้างระบบการชลประทาน เพื่อนำน้ำที่ผ่านการผลิตกระแสไฟฟ้าของเขื่อนอุบลรัตน์ ไปใช้เพื่อการเพาะปลูกบริเวณสองฝั่งแม่น้ำพอง โดยดำเนินการเองทั้งหมด คือ การออกแบบ การก่อสร้างหัวงานและระบบส่งน้ำ

          กรมชลประทานทำการสำรวจโดยละเอียด จึงเลื่อนหัวงานลงมาสร้างที่บ้านน้ำพอง ตำบลน้ำพอง อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น ตัวฝายสร้างเป็นฝายคอนกรีตเสริมเหล็กแบบ OGEE สูง 5.90 เมตร สันฝายยาว 125.24  เมตร ระดับสันฝาย 162.500 ม.(รทก.) น้ำผ่านฝายได้สูงสุด 1,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที สร้างในบริเวณคุ้งน้ำพอง ใต้เขื่อนอุบลรัตน์ลงมาตามลำน้ำ ประมาณ 35  กิโลเมตร และอยู่เหนือจังหวัดขอนแก่น ตามถนนมิตรภาพ  สายขอนแก่น – อุดรธานี ประมาณ 33 กิโลเมตร เนื่องจากสภาพภูมิประเทศ และเหตุผลทางเทคนิคดีกว่าเดิม ได้เริ่มก่อสร้างบริเวณหัวงานโครงการเมื่อปี 2508 แล้วเสร็จในปีเดียวกัน พร้อมอาคารชลประทานประกอบด้วย

     - ประตูระบายปากคลองส่งน้ำสายใหญ่ฝั่งขวา(บานโค้ง 2 ช่อง ขนาด 3.0 x 2.0 เมตร) และฝั่งซ้าย(บานโค้ง 2 ช่อง ขนาด 4.0 x 2.25 เมตร) ทำหน้าที่ควบคุมการส่งน้ำเข้าสู่พื้นที่เพาะปลูกแต่ละฝั่งของลำน้ำพอง

 

     - ประตูระบายทรายฝั่งขวา(บานโค้ง 2 ช่อง ขนาด 4.0 x 2.25 เมตร) และฝั่งซ้าย(บานโค้ง 3 ช่อง ขนาด 4.0 x 2.25 เมตร) ทำหน้าที่ระบายตะกอนดินตกจมหน้า ปตร.ปากคลองส่งน้ำให้ใช้งานส่งน้ำเข้าสู่พื้นที่เพาะปลูกได้เพียงพอตลอดเวลา

 

    - ทางระบายน้ำฉุกเฉินสูง 3.50 เมตร ยาว 240 เมตร ระดับสันทางระบายน้ำ 166.000 ม.(รทก.)  สามารถระบายน้ำได้ 1,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

 

ก่อสร้างระบบส่งน้ำเพื่่อส่งน้ำให้แก่พื้นที่เพาะปลูกสองฝั่งแม่น้ำพอง

     - ปี 2509 – 2515 ก่อสร้างคลองส่งน้ำสายใหญ่ คลองซอย คลองแยกซอยและระบบระบายน้ำฝั่งขวา

     - ปี 2515 – 2518 ก่อสร้างคลองส่งน้ำสายใหญ่ คลองซอย คลองแยกซอยและระบบระบายน้ำฝั่งซ้าย

          รวมทั้งดำเนินการปรับปรุงโครงการชลประทานในรูปแบบโครงการพัฒนาเกษตรชลประทาน โดยปรับปรุงทั้งในส่วนที่สามารถส่งน้ำเพื่อการเพาะปลูกได้แล้ว และในส่วนที่จะก่อสร้างต่อไป เพื่อให้การส่งน้ำมีประสิทธิภาพสูงกว่าเดิม  ตลอดจนพัฒนาการใช้น้ำไปสู่ระดับไร่นาให้มีมาตรฐานสูง ทั้งนี้เพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรในเขตโครงการ ดังนี้

          ปี 2518 - 2522 ปรับปรุงระบบชลประทานและก่อสร้างคูน้ำในพื้นที่ระบบส่งน้ำฝั่งซ้ายตอนบน ในท้องที่อำเภอน้ำพอง อำเภอซำสูง อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น รวมพื้นที่ส่งน้ำประมาณ  58,800 ไร่ โดยได้รับเงินช่วยเหลือเป็นเงินกู้จากธนาคารโลก (IDA) 126.000 ล้านบาท ตามโครงการพัฒนาเกษตรชลประทานน้ำพอง  ระยะที่ 1

          ปี 2519 - 2526 ปรับปรุงระบบชลประทานและก่อสร้างคูน้ำถึงขั้นงานจัดรูปที่ดินในพื้นที่ระบบส่งน้ำฝั่งขวา ในท้องที่อำเภอน้ำพอง อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น รวมพื้นที่ส่งน้ำประมาณ 68,800 ไร่ โดยได้รับเงินช่วยเหลือเป็นเงินกู้จากธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) 593.387 ล้านบาท ตามโครงการพัฒนาเกษตรชลประทานหนองหวายฝั่งขวา

          ปี 2522 - 2528  ปรับปรุงระบบชลประทานและก่อสร้างคูน้ำถึงขั้นงานจัดรูปที่ดินในพื้นที่ระบบส่งน้ำฝั่งซ้ายตอนล่าง ในท้องที่อำเภอเชียงยืน อำเภอโกสุมพิสัย  จังหวัดมหาสารคาม รวมพื้นที่ส่งน้ำประมาณ 127,500 ไร่  โดยได้รับเงินช่วยเหลือจากธนาคารแห่งสหพันธรัฐเยอรมัน (KFW) 1,050.581 ล้านบาท ก่อสร้างตามโครงการพัฒนาเกษตรชลประทานน้ำพอง ระยะที่ 2

 

         ปี 2528 ก่อสร้างเสริมฝายยางเหนือฝายคอนกรีตสูง 0.60 เมตร ยาว 125.24 เมตร แผ่นยางเสริมผ้าใบ 2 ชั้น หนา 10 มิลลิเมตร งบประมาณ 7.282 ล้านบาท อาคารควบคุมฝายยางสูบอัดด้วยลมใช้เวลา 13.6 นาที

 

รวมค่าก่อสร้างและปรับปรุงทั้้งสิ้น 2,296.7 ล้านบาท